ตัวหารร่วมมากที่สุดของจำนวนนับ 2 จำนวนใดใด เรียกว่า ตัวหารร่วมมาก หรือ ห.ร.ม. ของจำนวนนับทั้งสองนั้น
การหา ห.ร.ม. มีการหา 3 วิธี ดังนี้
1 การหา ห.ร.ม. โดยวิธีพิจารณาตัวประกอบ
2 การหา ห.ร.ม. โดยวิธีแยกตัวประกอบ
3 การหา ห.ร.ม. โดยวิธีการตั้งหาร
...............................................
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
จำนวนเฉพาะ
จากการหาตัวประกอบของจำนวนนับ จะพบว่า
1 เป็น ตัวประกอบของจำนวนนับทุกจำนวน
เพราะ 1 หารจำนวนนับทุกจำนวนลงตัว
จำนวนนับที่มากกว่า 1 ที่มีตัวประกอบทั้งหมด เพียง 2 ตัว คือ 1 และตัวมันเอง
เราเรียกว่า จำนวนเฉพาะ
ตัวประกอบที่เป็นจำนวนเฉพาะ เรียกว่า ตัวประกอบเฉพาะ
..........................................
1 เป็น ตัวประกอบของจำนวนนับทุกจำนวน
เพราะ 1 หารจำนวนนับทุกจำนวนลงตัว
จำนวนนับที่มากกว่า 1 ที่มีตัวประกอบทั้งหมด เพียง 2 ตัว คือ 1 และตัวมันเอง
เราเรียกว่า จำนวนเฉพาะ
ตัวประกอบที่เป็นจำนวนเฉพาะ เรียกว่า ตัวประกอบเฉพาะ
..........................................
ตัวประกอบร่วม
จาก การหารตัวประกอบของจำนวนนับ
ต้วประกอบทั้งหมดของ 8 คือ 1,2,4 และ 8
ตัวประกอบทั้งหมดของ 10 คือ 1,2,3 และ 10
จะเห็นว่า 1,2 เป็นตัวประกอบทั้งของ 8 และ 10
เรียก 1 และ 2 ว่า เป็นตัวประกอบร่วม หรือ ตัวหารร่วมของ 8 และ 10
....................................................
ต้วประกอบทั้งหมดของ 8 คือ 1,2,4 และ 8
ตัวประกอบทั้งหมดของ 10 คือ 1,2,3 และ 10
จะเห็นว่า 1,2 เป็นตัวประกอบทั้งของ 8 และ 10
เรียก 1 และ 2 ว่า เป็นตัวประกอบร่วม หรือ ตัวหารร่วมของ 8 และ 10
....................................................
การหารจำนวนนับ
การหารจำนวนนับ อาจมีได้ 2 กรณี คือ
1 การหารลงตัว
2 การหารเหลือเศษ
ในกรณีที่ การหารลงตัว เช่น
15 ÷ 5 = 3
เรียก 15 ว่า ตัวตั้ง
เรียก 5 ว่า ตัวหาร หรือ ตัวประกอบของ 15 และ 5 หาร 15 ได้ลงตัว
ตัวประกอบของจำนวนนับ คือ จำนวนนับที่หารจำนวนนับนั้นลงตัว
.......................................................
1 การหารลงตัว
2 การหารเหลือเศษ
ในกรณีที่ การหารลงตัว เช่น
15 ÷ 5 = 3
เรียก 15 ว่า ตัวตั้ง
เรียก 5 ว่า ตัวหาร หรือ ตัวประกอบของ 15 และ 5 หาร 15 ได้ลงตัว
ตัวประกอบของจำนวนนับ คือ จำนวนนับที่หารจำนวนนับนั้นลงตัว
.......................................................
สมบัติของจำนวนนับ - คณิตศาสตร์ ม 2
จำนวนนับ
การเขียนตัวเลขแทนจำนวนใดใด ในระบบฮินดูอารบิก โดยแทนด้วยสัญล้กษณ์ 10 ตัว คือ 0,1,2,3,4,5,6,7,8,9
เราเรียกสัญลักษณ์ทั้ง 10 ตัวนี้ว่า เลขโดด
จำนวน 1,2,3,4,... เรียกว่า จำนวนนับ
..........................................................................
การเขียนตัวเลขแทนจำนวนใดใด ในระบบฮินดูอารบิก โดยแทนด้วยสัญล้กษณ์ 10 ตัว คือ 0,1,2,3,4,5,6,7,8,9
เราเรียกสัญลักษณ์ทั้ง 10 ตัวนี้ว่า เลขโดด
จำนวน 1,2,3,4,... เรียกว่า จำนวนนับ
..........................................................................
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วิธีการย่อความ-วิวิธภาษา ม.2
วิธีการย่อความ
1. อ่านเรื่องที่ย่อให้ละเอียด แล้วจับใจความรวมของเรื่อง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เหตุใด และควรจัดลำดับเหตุการณ์หรือเวลาให้ชัดเจน
2. แยกข้อความที่อ่านในแต่ละย่อหน้า และจับใจความสำคัญของเรื่องให้ได้ว่า แต่ละย่อหน้าว่าด้วยเรื่องอะไร เขียนบันทึกสรุป และอ่านทวนทุกย่อหน้าจนครบ
3. ข้อความที่ย่อแล้ว ให้ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 ไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเป็นต้องเอ่ยถึงผู้เกี่ยวข้องให้ใช้ชื่อโดยตรง
4. รายละเอียดบางประเด็น เช่น ตัวอย่าง ถ้อยคำฟุ่มเฟือย คำศัพท์ ทำให้เรื่องนั้นเยิ่นเย้อ ให้ตัดออกไปได้ แต่ถ้ามีรายละเอียดที่มีสาระสำคัญที่สนับสนุนใจความสำคัญ ให้นำมาพิจารณารวมไว้ในเนื้อหาของย่อความนั้นด้วย
5. ถ้าข้อความเดิมใช้คำราชาศัพท์ เมื่อย่อให้ใช้คำราชาศัพท์นั้น
6. ไม่ใช้เครื่องหมายอัญประกาศ และไม่ย่อความโดยใช้อักษรย่อหีอคำย่อ
7. หาถ้อยคำใหม่แทนกลุ่มคำบางกลุ่ม เพื่อให้ได้ความหมายเท่าเดิมแต่ลดคำลง เช่น พระรัตนตรัย แทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
8. นำข้อความที่เป็นสาระสำคัญในแต่ละย่อหน้ามาเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเองให้มีเนื้อความต่อเนื่องกัน
9. อ่านทบทวนแก้ไขให้เรื่องที่ย่อนั้นได้เนื้อความที่ต่อเนื่องกันดี เหมาะสม และคงสาระสำคัญอย่างครบถ้วน
1. อ่านเรื่องที่ย่อให้ละเอียด แล้วจับใจความรวมของเรื่อง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เหตุใด และควรจัดลำดับเหตุการณ์หรือเวลาให้ชัดเจน
2. แยกข้อความที่อ่านในแต่ละย่อหน้า และจับใจความสำคัญของเรื่องให้ได้ว่า แต่ละย่อหน้าว่าด้วยเรื่องอะไร เขียนบันทึกสรุป และอ่านทวนทุกย่อหน้าจนครบ
3. ข้อความที่ย่อแล้ว ให้ใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 ไม่ใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และที่ 2 ถ้าจำเป็นต้องเอ่ยถึงผู้เกี่ยวข้องให้ใช้ชื่อโดยตรง
4. รายละเอียดบางประเด็น เช่น ตัวอย่าง ถ้อยคำฟุ่มเฟือย คำศัพท์ ทำให้เรื่องนั้นเยิ่นเย้อ ให้ตัดออกไปได้ แต่ถ้ามีรายละเอียดที่มีสาระสำคัญที่สนับสนุนใจความสำคัญ ให้นำมาพิจารณารวมไว้ในเนื้อหาของย่อความนั้นด้วย
5. ถ้าข้อความเดิมใช้คำราชาศัพท์ เมื่อย่อให้ใช้คำราชาศัพท์นั้น
6. ไม่ใช้เครื่องหมายอัญประกาศ และไม่ย่อความโดยใช้อักษรย่อหีอคำย่อ
7. หาถ้อยคำใหม่แทนกลุ่มคำบางกลุ่ม เพื่อให้ได้ความหมายเท่าเดิมแต่ลดคำลง เช่น พระรัตนตรัย แทน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น
8. นำข้อความที่เป็นสาระสำคัญในแต่ละย่อหน้ามาเรียบเรียงด้วยภาษาของตนเองให้มีเนื้อความต่อเนื่องกัน
9. อ่านทบทวนแก้ไขให้เรื่องที่ย่อนั้นได้เนื้อความที่ต่อเนื่องกันดี เหมาะสม และคงสาระสำคัญอย่างครบถ้วน
.......................................................
การจับประเด็นสำคัญ-วิวิธภาษา ม.2
การจับประเด็นสำคัญ - ผู้อ่านจะต้องจับประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านหรือฟังให้ครบถ้วน ซึ่งในบทความแต่ละเรื่อง จะประกอบด้วยย่อหน้าหลายย่อหน้า และในย่อหน้าต่างๆประกอบด้วยย่อหน้าหลายๆย่อหน้า แต่ละย่อหน้าก็มีหลายประโยค ซึ่งตามปกติ ย่อหน้าจะแบ่งเป็นทั้ง ใจความ และ พลความ
ใจความ - ประโยค หรือข้อความที่สำคัญของย่อหน้า ถ้าเราตัดออกไป จะเสียความ หรือเนื้อความเปลี่ยนไปทันที
ประโยคใจความสำคัญ อาจอยู่ต้นย่อหน้า กลางย่อหน้า ท้ายย่อหน้า หรืออยู่ทั้งตอนต้น หรือตอนท้ายของย่อหน้าก็ได้
พลความ - ประโยค หรือข้อความที่เป็นส่วนขยายความ ทำหน้าที่ขยายใจความให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น หากตัดพลความออกไป ยังคงเข้าใจเนื้อความสำคัญอยู่ ข้อความที่ขยายใจความสำคัญ มีหลายลักษณะดังนี้
1. อธิบายให้รายะเอียด หรือให้คำจำกัดความ
2. แสดงตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจได้เด่นชัดขึ้น
3. เปรียบเทียบด้วยถ้อยคำหรือสำนวน หรือยกเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้เข้าใจใจความได้ดีขึ้น
4. ให้เหตุผลโดยยกข้อมูล สถิติ หลักฐาน เป็นต้น
ใจความ - ประโยค หรือข้อความที่สำคัญของย่อหน้า ถ้าเราตัดออกไป จะเสียความ หรือเนื้อความเปลี่ยนไปทันที
ประโยคใจความสำคัญ อาจอยู่ต้นย่อหน้า กลางย่อหน้า ท้ายย่อหน้า หรืออยู่ทั้งตอนต้น หรือตอนท้ายของย่อหน้าก็ได้
พลความ - ประโยค หรือข้อความที่เป็นส่วนขยายความ ทำหน้าที่ขยายใจความให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น หากตัดพลความออกไป ยังคงเข้าใจเนื้อความสำคัญอยู่ ข้อความที่ขยายใจความสำคัญ มีหลายลักษณะดังนี้
1. อธิบายให้รายะเอียด หรือให้คำจำกัดความ
2. แสดงตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจได้เด่นชัดขึ้น
3. เปรียบเทียบด้วยถ้อยคำหรือสำนวน หรือยกเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้เข้าใจใจความได้ดีขึ้น
4. ให้เหตุผลโดยยกข้อมูล สถิติ หลักฐาน เป็นต้น
..........................................................
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)